News & Promotion

การเติมน้ำยาแอร์

Honeywell

เราจะทราบได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ต้องเติมน้ำยาแอร์  ?

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าแอร์ของคุณทำงานไม่เหมือนเดิม หรือทำความเย็นได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

คุณก็จำเป็นต้องคิดถึงการเติมน้ำยาแอร์ได้แล้วครับ เนื่องจากการที่น้ำยาแอร์ในระบบทำความเย็นมีเหลือน้อย

หรือหมด จะส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำความเย็นได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรืออาจจะไม่ทำงานเลยก็เป็นได้

 

การเติมน้ำยาแอร์

 

การเติมสารทำความเย็น หรือที่ช่างแอร์ทั่วไปนิยมเรียกว่า “การเติมน้ำยา” คือ การเติมหรือป้อนสารทำความเย็นเข้าสู่ระบบทำความเย็น หลังจากที่ได้ทำสุญญากาศเรียบร้อยแล้ว โดนสายเกจสีเหลือง ที่ถอดออกจากเครื่องทำสุญญากาศ จะนำไปต่อเข้ากับถังเก็บสารทำความเย็น ซึ่งวิธีในการเติมสารทำความเย็นนั้น จะมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ

 

1.การเติมสารทำความเย็นที่มีสถานะเป็นแก๊สเข้าในระบบทางด้านความดันต่ำในเครื่องปรับอากาศ

 

เป็นวิธีการเติมเข้าทางท่อทางดูด หรือทางด้านความดันต่ำ โดนอาศัยแรงอัดจากมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ดูดสารทำความเย็นเข้าระบบ ซึ่งการเติมสารทำความเย็นจะต้องเดินระบบเครื่องทำความเย็นหรือเครื่องปรับอากาศไปพร้อมกันด้วย แต่อาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย แต่มีความปลอดภัยสูงมาก และจะมีขั้นตอนการปฏิบัติดังต่อไปนี้

 

  • ต่อสายเกจสีเหลือง (สายกลาง) เข้ากับถังเก็บสารทำความเย็น
  • ทำการเปิดวาล์วถังเก็บสารทำความเย็น (หมุมทวนเข็มนาฬิกา)
  • หลังจากที่ทำสุญญากาศเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในสายเกจจะมีอากาศเข้าไปแทนที่ ดังนั้นจะต้องทำการคลายหัวขันปลายสายที่ต่อเข้ากับตัวเกจเมนิโฟลด์ โดยอาศัยสารทำความเย็นที่ถังปล่อยออกมาไล่อกาศที่ค้างสายอยู่นั้นทิ้งไป เราจะสังเกตเห็นบริเวณที่คลายหัวขันมีฟองอากาศพุ่งออกมา เมื่อไล่อากาศทิ้งออกหมดแล้ว จึงทำการขันหัวเข้าให้แน่นตามเดิม
  • จากนั้นทำการเปิดวาล์วด้านความดันต่ำ (วาล์วสีน้ำเงินด้านซ้าย) ให้สารทำความเย็นไหลเข้าระบบทำความเย็นได้ประมาณ 30 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แล้วทำการปิดวาล์ว
  • ทำการเดินระบบทำงานระบบทำความเย็น เพื่อให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงาน หรือสร้างกำลังอัด
  • สำหรับวาล์วด้านความดันสูงจะต้องปิดไว้ตลอดเวลา จะไม่มีการเปิดวาล์วตัวนี้ตลอดการเติมสารทำความเย็น
  • ค่อยๆ เปิดวาล์วด้านความดันต่ำ (เกจคอมปาวด์) ของเกจเมนิโฟลด์เพื่อให้แรงดูดของคอมเพรสเซอร์ดูดสารทำความเย็นเข้าสู่ระบบทำความเย็น แต่จะต้องคอยเฝ้าระวังและควบคุมสารทำความเย็นในสถานะที่เป็นแก๊ส โดยสังเกตเข็มของเกจด้านความดันต่ำและด้านความดันสูงจะต้องได้ความดันตามที่กำหนด
  • สำหรับเกณฑ์ระดับน้ำยาตามที่กำหนดนั้น จะขึ้นอยู่กับขนาดของระบบทำความเย็น ซึ่งมีความแตกต่างตามขนาดในแต่ละรุ่นหรือยี่ห้อของเครื่องปรับอากาศ โดยปกติจะมีการปรับค่าความดันและค่ากระแสไฟฟ้าสูงสุด (Full load) ไว้ที่ Name Plate
  • เมื่อเกจแสดงค่าความดันทั้ง 2 ด้าน ได้ตามที่กำหนดแล้ว ให้ทำการปิดวาล์วทางด้านความดันต่ำ (เกจคอมปาวด์)
  • ทดลองเดินเครื่องทำความเย็นต่อไป โดยยังไม่ต้องถอดสายเกจออกจากระบบ โดยจะต้องเฝ้าระวังสังเกตการทำงานอย่างน้อบเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
  • ปกติแล้วความดันที่ด้านดูดควรจะอยู่ประมาณ 60-75 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว และความดันทางท่อส่งจะมีค่าอยู่ประมาณ 250-275 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • ที่คอนเดนเซอร์จะระบุค่ากระแสไฟฟ้าสูงสุดในขณะที่เครื่องทำงานไว้ โดยจะต้องใช้มิลติมิเตอร์หรือคลิปแอมป์วัดกระแสไฟฟ้าในขณะที่คอมเพรสเซอร์สตาร์ทการทำงาน หากวัดกระแสไฟฟ้าได้ตามที่กำหนดไว้ แสดงว่าสารทำความเย็นที่เติมเข้าระบบไปมีเพียงพอ
  • ถ้าพอว่าค่าความดันทั้งทางดูดและทางส่งมีค่าสูงเกินกว่าปกติ หรือวัดกระแสไฟฟ้าได้เกินค่าที่ระบุไว้ อีกทั้งที่ตัวคอมเพรสเซอร์ยังมีละอองน้ำเกาะโดยรอบ แสดงว่าเติมสารทำความเย็นเกินกว่าที่ระะบบจะรับได้ หรือเติมน้ำยามากเกินไปนั่นเอง ดังนั้นจะต้องทำการปล่อยสารทำความเย็นออกจากระบบ และจะต้องปล่องอย่างช้าๆ จนกว่าค่าต่างๆ จะอยู่ในระดับปกติที่ Name Plate ระบุเกณฑ์ไว้

 

 

genetron-422D-image2-960x312

 

 

2. การเติมสารทำความเย็นในสถานะที่เป็นของเหลวเข้าระบบทางด้านความดันสูงเครื่องปรับอากาศ

 

เป็นวิธีการเติมสารทำความเย็นของบริษัทผู้ผลิต ไม่เป็นที่นิยมของช่างเครื่องเย็นทั่วไป เพราะค่อนข้างจะมีความอันตราย

 

  • ต่อสายเกจสีเหลือง (สายกลาง) เข้ากับถังเก็บสารทำความเย็น
  • หลังจากที่ทำสุญญากาศเสร็จเรีนบร้อยแล้ว ในสายเกจจะมีอากาศเข้าไปแทนที่ ดังนั้นจะต้องทำการคลายหัวขันปลายสายที่ต่อเข้ากับตัวเกจเมมิโฟลด์ โดยอาสัยการทำความเย็นที่ถังปล่อยออกมาไล่อากาศที่ค้างสายอยู่นั้นทิ้งไป เราจะสังเกตเห็นบริเวณที่คลายหัวขันมีฟองอากาศพุ่งออกมา เมื่อไล่อากาศทิ้งออกหมดแล้ว จึงทำการขันหัวเข้าให้แน่ตามเดิม
  • ตรวจสอบปริมาณของสารทำความเย็นในถังเก็บ โดยนำถังเก็บขึ้นชั่งบนตรงชั่ง
  • ห้ามเดินระบบเครื่องทำความเย็นในขณะที่มีการเติมสารทำความเย็นที่มีสถานะเป็นของเหลวเข้าระบบด้านความดันสูง เนื่องจากความดันในระบบจะถูกอัดกลับเข้าท่อสารทำความเย็น ในการอัดสารทำความเย็นเข้าระบบในสถานะแก๊สทางด้านความดันต่ำ และอย่าเปิดวาล์วท่อสารทำความเย็นผิด และปล่อยสารทำความเย็นเหลวไปเป็นอันขาดเพราะจะเป็นสาเหตทำให้ลิ้นของคอมเพรสเซอร์เกิดความชำรุดเสียหาย
  • ปิดวาล์วท่อสารทำความเย็นของระบบทำความเย็นที่อยู่ในสถานะแก๊ส แล้วทำการเปิดวาล์วท่อสารทำความเย็นในสถานะของเหลวแทน
  • เปิดวาล์วให้สารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลวที่ไหลเข้าระบบทำความเย็น โดยสังเกตดูน้ำหนักของถังเก็บบนตราชั่ง จะต้องมีการลดลงให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดของเครื่องทำความเย็นที่ทำการเติม และต้องคอยควบคุมการปิด – เปิดของวาล์วให้ดี
  • ถ้าสารทำความเย็นจากท่อไม่สามารถอัดเข้าระบบได้อีก เนื่องจากความดันในระบบเท่ากับความดันของสารทำความเย็นในถัง ให้ใช้น้ำแข็งลูบโดยรอบท่อพักสารทำความเย็นของระบบ ซึ่งจะทำให้ความดันของสารทำความเย็นในระบบลดลง และสามารถอัดน้ำยาเข้าระบบได้อีก
  • เมื่อสารทำความเย็นได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้วให้ทำการปิดวาล์ว จากนั้นทำการทดลองเดินเครื่องทำความเย็นต่อไป โดยยังไม่ต้องถอดสายเกจออกจากระบบ โดยจะต้องเฝ้าระวังสังเกตการทำงานอย่างน้อยเป็นเวลา 1 ชั่วโมง
  • ปกติแล้วความดันที่ด้านทางดูดควรจะอยู่ประมาณ 60-75 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว และความดันทางท่อส่งจะมีค่าอยู่ที่ประมาณ 250-275 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
  • ที่คอนเดนเซอร์จะระบุค่ากระแสไฟฟ้าสูงสุดในขณะที่เครื่องทำงานไว้โดยต้องใช้มิลติมิเตอร์หรือคลิปแอมป์วัดกระแสไฟฟ้าในขณะที่คอมเพรสเซอร์การทำงาน หากวัดการแสไฟฟ้าได้ตามที่กำหนดไว้ แสดงว่าสารทำความเย็นที่เติมเข้าระบบไปมีเพียงพอ
  • ในกรณีที่อ่านค่าความดันทั้งด้านทางดูดและทางส่งต่ำกว่าปกติ หรือวัดค่ากระแสไฟฟ้าได้ต่ำกว่าที่กำหมด แสดงว่าปริมาณสารทำความเย็นยังไม่เพียงพอต่อการทำงานของระบบทำความเย็น จะต้องเติมวารทำความเย็นเข้าไปอีก
  • ถ้าพบว่าค่าความดันทั้งทางดูดและทางส่งมีค่าสูงเกินกว่าปกติ หรือวัดกระแสไฟฟ้าได้เกินค่าที่ระบุไว้ อีกทั้งที่ตัวคอมเพรสเซอร์ยังมีละอองน้ำเกาะโดยรอบ แสดงว่า เติมสารทำความเย็นเกินกว่าที่ระบบจะรับได้ หรือเติมน้ำยามากเกินไปนั่นเอง ดังนั้นจะต้องทำการปล่อยสารทำความเย็นออกจากระบบ และจะต้องปล่อยอย่างช้าๆ จนกว่าค่าต่างๆ จะอยู่ในระดับปกติตามที่ Name Plate ระบุเกณฑ์ไว้

 

 

genetron ตัดต่อ_0

 

ข้อควรระวังในการใช้สารทำความเย็นหรือน้ำยาในสถานะที่เป็นของเหลว

 

1.ห้ามปล่อยในสารทำความเย็นทิ้งใกล้บริเวณที่มีประกายไฟ
2.การปล่อยสารทำความเย็นควรปล่อยออกจากระบบช้าๆ ไม่เร่งรีบ
3.เมื่อเข้าปฏิบัติงานที่มีความเกี่ยวข้องกับสารทำความเย็นควรสวมใส่แว่นตาเสมอ
4.ไม่ควรเก็บถังเก็บสารทำความเย็นในที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกิน 125 องศาฟาเรนไฮต์
5.ถังเก็บสารทำความเย็นนั้น ควรเก็บหรือเคลื่อนย้ายในลักษณะตั้งอยู่เสมอ
6.ห้ามเติมสารอย่างอื่นเข้าไปในระบบทำความเย็น นอกจากสารทำความเย็นในรหัสที่เหมาะสมกับระบบเท่านั้น
7.ห้ามสัมผัสสารทำความเย็นในสถานะที่เป็นของเหลวโดยตรงเด็ดขาด
8.สถานที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสารทำความเย็น จะต้องเป็นบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
9.หลีกเลี่ยงการนำถังเก็บสารทำความเย็นเข้าใกล้ความร้อน หรือทำให้เกิดความร้อนแก่ถัง เนื่องจากความร้อนจะทำให้เกิดความดันภายในถังจนอาจเกิดระเบิดได้

 

 

ที่มา :

  1. หนังสือระบบทำความเย็นและเครื่องเย็น เขียนโดย อ.นิยม กิจโพธิ์
  2. ธีธัชแอร์ “มิตรแท้…แอร์บ้าน”